วันมาฆบูชา

ประวัติวันมาฆบูชา

“วันมาฆบูชา” เป็นวันที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ๒ ประการ คือ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ และพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร โดยตรัสขณะแสดงธรรมว่า “ต่อไปนี้อีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน” หลังจากทรงสั่งสอนพระธรรมมาเป็นเวลา ๔๕ ปี

ความหมายของคำว่า “มาฆบูชา”

ย่อมาจากคำว่า “มาฆปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ เหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญเดือน ๓ ปีนั้นเกิดเหตุอัศจรรย์ ๔ อย่าง เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”

ความสำคัญของ “จาตุรงคสันนิบาต” ในวันมาฆบูชา

๑. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งพระสงฆ์เหล่านี้ต่างแยกย้ายไปจาริกเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ

๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูปเหล่านี้ ล้วนเป็นพระอรหันต์ทุกรูปโดยได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าโดยตรง เรียกว่าวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา

๓. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ต่างมาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย

๔. วันที่มาประชุม ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันเพ็ญกลางเดือน ๓) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ โอวาทปาติโมกข์

ประวัติพิธีปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

พิธีปฏิบัติ หรือพิธีกรรมวันมาฆบูชาในประเทศไทย เริ่มต้นสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพิธีพระราชกุศลนิมนต์พระสงฆ์วัดบวรนิเวศ และวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถวันพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำเสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการแล้วพระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเหมือนอย่างที่วัดแล้ว จึงได้สวดมนต์ต่อไปมีสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วย สวดมนต์จบทรงจุดเทียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีประโคมด้วยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้มีเทศนาโอวาทปาติโมกข์กัณฑ์ ๑ เป็นเทศนาทั้งภาษามคธและภาษาสยาม เครื่องกัณฑ์จีวรเนื้อดีผืนหนึ่ง เงิน ๓ ตำลึงและขนมต่าง ๆ เทศน์จบพระสงฆ์ซึ่งสวดมนต์รับสัพพี  ทั้ง ๓๐ รูป ถือปฏิบัติตามวิธีปักษคณนาฝ่ายธรรมยุติกนิกาย


หลักธรรมสำคัญใน “วันมาฆบูชา”

หลักธรรมสำคัญในวันมาฆบูชา คือ “โอวาทปาติโมกข์” เป็นหลักธรรมอันเป็นหลักหัวใจสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้แก่พระอรหันต์ทั้ง ๑,๒๕๐ รูปในวันนั้น ได้แก่ การทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์

กิจกรรมในวันมาฆบูชาที่ชาวพุทธควรปฏิบัติ

กิจกรรมในวันมาฆบูชา แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ พิธีหลวง พิธีราษฎร์ และพิธีสงฆ์

๑. พระราชพิธี

สำนักพระราชวังจะมีหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันมาฆบูชา ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทุกปี โดยปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่บางปีจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทน

๒. พิธีราษฎร์

สถานศึกษา จะพานักเรียนไปประกอบพิธีในวัด ด้วยการนัดหมายให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย นำเครื่องสักการะไปเวียนเทียนในช่วงบ่ายหรือเย็น ส่วนประชาชนนำดอกไม้ ธูป เทียน ไปเวียนเทียนกันที่วัดในช่วงเย็น หรือช่วงค่ำ หลังจากฟังโอวาทเสร็จแล้วจะร่วมกันเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์

๓. พิธีสงฆ์

พระสงค์จะเป็นผู้นำประกอบพิธีต่าง ๆ ให้โอวาท สวดมนต์ แสดงธรรมและประวัติความเป็นมาของวันมาฆบูชา และเจริญสมาธิภาวนา

ในวันมาฆบูชาช่วงเย็นถึงค่ำ

มีการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ โดยเริ่มจากพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ประชาชนทั่วไป กระทำ ๓ รอบ ด้วยการเวียนทางขวาเรียกว่า เวียนแบบทักขิณาวัฏ

       รอบที่ ๑ ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาคาถา บทอิติปิโส ภควาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ

       รอบที่ ๒ ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม โดยภาวนาคาถา บทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ

       รอบที่ ๓ ให้รำลึกถึงคุณพระสงฆ์ โดยภาวนาคาถา บทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา ช่วงเช้าพุทธศาสนิกชนควรเตรียมภัตตาหารทำบุญตักบาตร ช่วงบ่ายเดินทางไปวัดเพื่อฟังเทศน์ เจริญสมาธิภาวนา และช่วงเย็นเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ หรือร่วมทำบุญเวียนเทียนออนไลน์ได้ที่บ้าน เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อตามมาตรการของรัฐ ลดการแพร่ระบาดของโรคด้วย

ไปเวียนเทียนกันได้ที่ : www.เวียนเทียนออนไลน์.com หรือ www.ปฏิบัติธรรมออนไลน์.com เริ่มเวียนเทียนออนไลน์ได้ตั้งแต่ ๑๔ ก.พ. ๖๕ เวลา ๑๑.๐๙ น. เป็นต้นไป

__________________________________

ขอขอบคุณที่มา :

๑. คอลัมน์วัฒนธรรม ไทยรัฐออนไลน์ (https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2039716)

๒. สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง อ้างใน ไทยรัฐออนไลน์